photo bombam

นักร้องแห่งเกาหลี

10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยที่สุดในประเทศไทย

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

10 สูตรบำรุงความงามด้วยธรรมชาติ


1. ปั่นเนื้อสับปะรดผสมกับน้ำมันมะกอก นำมาพอกให้ทั่วมือทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก ทำซักสัปดาห์ละครั้ง มือคุณจะนุ่มเนียน แล้วเล็บจะแข็งแรงไม่ฉีกง่ายอีกด้วย
2. สำหรับสาวๆ ที่ผมมันง่าย นำแตงกวาสดมาปั่น แล้วนำมาหมักผมที่หมาดๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก สระและบำรุงผมด้วยครีมคอนดิชันเนอร์ตามปกติ แตงกวาจะช่วยลดความมันของเส้นผมลงได้
3. ปั่นหัวไช้เท้า ? ลูก เติมน้ำมะนาวเข้าไป 2 ช้อนชา นำมาทาหน้าบางๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำจะช่วยให้รอยฝ้าและกระค่อยๆ จางลงได้
4. นำใบสะระแหน่มาปั่น แล้วนำไปผสมกับครีมนวดที่ใช้อยู่เป็นประจำ หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด จะช่วยลดรังแคได้
5.คั้นดอกชบากับน้ำอุ่นแล้วกรองเอาแต่น้ำมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ ให้หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด จะช่วยให้เส้นผมเงางามเป็นประกาย
6. ผสมน้ำมะนาวกับน้ำผึ่งลงในน้ำอุ่น แล้วนำเท้าลงไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะช่วยทำให้เท้านุ่มเนียนไม่แห้งตกหรือหยาบกร้าน
7. ผสมกาแฟกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ และดินสอพอง นำส่วนผสมที่ได้พอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาที จะช่วยให้ผิวเนียนใสไร้ริ้วรอย
8. นำกะหล่ำปลี 1 ซีกเล็กมาปั่นผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แล้วเติมน้ำผึ่งเข้าไปเล็กน้อย นำส่วนผสมที่ได้ทาหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกผิวหน้าของคุณจะเนียนใสไม่หมองคล้ำ
9. ล้างเปลือกกล้วยหอมให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาปั่นผสมกับนมสด ? ถ้วยแล้วใช้ลำลีซุบส่วนผสมที่ได้นำมาเช็ดผิวหน้าให้ทั่วทิ้งไว้ซักพักแล้ว ล้างออก ผิวหน้าจะสะอาดสดใสและเนียนนุ่มขึ้น
10. นำถั่วเขียวปั่นผสมกับเปลือกส้มและโยเกิร์ตรสธรรมชาติเติมน้ำมันมะกอกเข้าไป เล็กน้อย นำผสมผสมที่ได้พอกที่หน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ผิวหน้าจะเนียนใสกระชับขึ้น

ลองนำเคล็ดลับไปปฏิบัติกันดู รับรองว่าความงามไม่หนีไปไหนแน่นอน!!!

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สูตรสวยหน้าใส....จากธรรมชาติ



สูตรขจัดสิวหัวดำ
นำมะเขือเทศสดมาปั่นรวมกับข้าวโอ๊ตให้เข้ากันแล้วผสมน้ำผึ้งสักเล็กน้อย นำมาทา บนใบหน้าให้ทั่ว เน้นเป็นพิเศษบริเวณที่มีสิวหัวดำ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น

มาร์คพอกหน้าสูตรใบเตย
นำใบเตย4-5 ใบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปปั่นรวมกับไข่ไก่ 2ช้อนโต๊ะจะได้มาร์คพอกหน้า เป็นครีมข้นๆ หอมกลิ่นใบเตย พอกหน้าไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างหน้าตามปกติ

ถนอมผิวหน้าด้วยโยเกิร์ต
ล้างหน้าให้สะอาด ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู แล้วใช้มือแตะโยเกิร์ต(ให้ใช้ชนิดที่ไม่ผสมเนื้อผลไม้) มาพอกให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบปากและดวงตา นวดและคลีงเบาๆ พอกไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออก หมั่นทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ผิวจะเปล่งปลั่งสดใสอมชมพูทีเดียวค่ะ

ครีมพอกหน้าสำหรับสาวผิวมันและผิวผสม
ให้ใช้แตงกวา1 ผล ไขไก่ 1 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่ขาว) และมะนาว 1 เสี้ยว หั่นแตงกวาเป็นแว่นบางๆ นำไปปั่นพร้อมกับไข่ขาวและบีบน้ำมะนาวลงไป ปั่นจนละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบปากและดวงตาไว้
ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วจึงล้างหน้าตามปกติ หมั่นทำบ่อยๆ ทุกสัปดาห์ จะช่วยลดความมันส่วนเกิน และยังช่วยสมานผิวหน้า กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน เต่งตึง และนวลนุ่มชุมชื่น

ลบรอยกระด่างดำบนใบหน้าด้วยมะละกอสุก
นำมะละกอสุกมายีให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้ สัก 10 นาที แล้วจึงล้างออก จะช่วยให้ ใบหน้าที่มีรอยด่างดำดูดีขึ้น

สูตรรักษาฝ้า
คั้นน้ำมะขามเปียก ให้ค่อนข้างใสสักหน่อย ตั้งไฟอ่อน รอจนสุก จึงใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้ต้องทำพร้อมกัน คือมือหนึ่งเท อีกมือก็คนให้ทั่ว นำมาทาหน้า วันละ 1 ชั่วโมง ช่วยรักษาฝ้า และทำให้ผิวหน้านวลใสขึ้น

สูตรสาวหน้าใส
ส่วนผสม น้ำผึ้ง น้ำมะนาว ผสมน้ำผึ้ง 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนชา เข้าด้วยกัน นำมานวดให้ทั่วใบหน้า มะนาว จะช่วยขจัดเซลล์ผิว เหมือนครีมที่มีส่วนผสมAHA เลยละค่ะ ส่วนน้ำผึ้ง ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น นวดประมาณ 15 นาที

สูตรลดริ้วรอย
เลือกใช้ผลไม้ที่หาง่าย จะเป็นแอปเปิ้ล กล้วยหอม แตงกวา หรือมะเขือเทศก็ได้ค่ะ ใช้ปริมาณ 1 ถ้วย นำมาปอกเปลือกและเอาเมล็ดออก นำไปปั่นให้เนื้อละเอียด นำเนื้อผลไม้ที่เตรียมไว้ มาพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก และล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นอีกครั้ง จะทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม เกลี้ยงเกลา แลดูสดใส

สูตรกระชับรูขุมขน
กล้วยหอม แตงกวา มะเขือเทศ (เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง) ปอกเปลือก เอาเมล็ดออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมนมเปรี้ยวหรือน้ำผึ้งลงไป นำไปปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อครีม นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยทำความสะอาดใบหน้า และช่วยกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

สูตรขจัดสิวเสี้ยน
นำไข่ขาว มาทาบาง ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน แล้วใช้กระดาษทิชชูหรือกระดาษซับหน้าแค่ชั้นเดียว วางทับลงไป รอให้แห้ง แล้วค่อย ๆ ดึงกระดาษออก โดยดึงจากมุมด้านล่าง สิ้วเสี้ยนที่เคยเป็นเสี้ยนหนามตำใจจะหลุดออกมาอย่างง่ายดายค่ะ

คลีนเซอร์สำหรับทุกสภาพผิว
โยเกิร์ต 1/2 ถ้วยน้ำมันดอกทานตะวัน 1 ช้อนโต๊ะน้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (คั้นสด ๆ นะคะ)นำส่วนผสมทั้งหมด มาผสมให้เข้ากัน พอกให้ทั่วหน้าทุกเช้าและก่อนนอน แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เทคนิกการจัดทรงผมน่ารักๆ




เทคนิกการจัดทรงผมกระต่ายน่ารักๆๆๆ

อันตรายที่มากับความหวาน


1. ภาวะเลือดเป็นกรด

เกิดจากการที่มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวจากน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ผลไม้ นม วิ่งเข้าสู่กระแสเลือดเป็นจำนวนมาก จนทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรด ร่างกายต้องแก้ปัญหาโดยการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ เข้ามาในเลือด เพื่อปรับความเป็นกรดให้สมดุล ร่างกายจึงขาดสารอาหารจนอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรง กระดูกเปราะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมสาวหวานถึงได้บอบบาง ป่วยง่ายหายช้ากันนัก

2. ฟันผุ

คนที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ที่ผิวเคลือบฟันตลอดวัน มักจะฟันผุและมีกลิ่นปาก เพราะคราบน้ำตาลที่เกาะอยู่ก็คืออาหารโต๊ะจีนสุดหรูท ี่แบคทีเรียในช่องปาก ช้อบ..ชอบ

3. อารมณ์เสีย หงุดหงิด ขี้โมโห

นี่คือลักษณะเด่นของคนที่ชอบความหวานเลยเชียว เพราะการมีน้ำตาลในเลือดมากทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนั ก และขับอินซูลินออกมามากเกินไป เมื่อมีอินซูลินในสมองมาก เราจะเครียดจนกลายเป็นคนขี้โมโห ควบคุมอารมณ์ สติ ไม่ค่อยได้

4. ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา

เมื่อมีน้ำตาลในเลือดมากจนเลือดเป็นกรด ร่างกายจะไม่ส่งเลือดแบบนั้นขึ้นไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองขาดเลือด เราจึงง่วงซึม คิดอะไรไม่ออกไปทั้งวัน

5. อ้วน

น้ำตาลก็คือคาร์โบไฮเดรตรูปแบบหนึ่ง เมื่อมันเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมัน และถูกส่งไปสะสมอยู่ตาม หน้าท้อง สะโพก ต้นขา และที่อื่นๆ ที่คุณไม่อยากให้มี

6. เป็นโรคติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

เพราะน้ำตาลก็คืออาหารของเชื้อโรค คนที่ชอบความหวานจึงมักจะแผลหายช้ากว่าคนอื่น และถึงหายก็มักจะเป็นแผลเป็น เพราะเชื้อโรคที่บาดแผลได้ของดีมาเพิ่มพลังนี่เอง

7. ความดันสูง

หลังจากร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันแล้ว กรดไขมันเหล่านี้จะถูกส่งไปเกาะอยู่ตามอวัยวะภายในอย ่างหัวใจ ตับ และไต ทำให้อวัยวะสำคัญทำงานไม่สะดวก ความดันเลือดจึงค่อยๆ สูงขึ้นจนอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

8. ปวดหัวเรื้อรัง

เป็นไมเกรน สิวขึ้น เกิดแผลพุพอง เป็นตะคริว เวลาที่มีรอบเดือน มีโอกาสเป็นเบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ และมะเร็งตับได้ตลอดเวลา

15 วิธีแต่งหน้าให้เด็ก



- ก่อนจะมาเริ่มการแต่งหน้า ควรบำรุงผิวหน้าอย่างดีเสียก่อน ด้วยการกินผักสดผลไม้ ครึ่งกิโลทุกวัน ทากันแดดก่อนออกจากบ้านและถ้าสูบบุหรี่ก็เลิกซะ

- ทุกเช้า เอาน้ำเย็นวักใส่หน้าสัก 30 ที เพื่อให้ผิวได้ตื่นตัว

- อย่าละเลงมอยเจอไรเซอร์มากเกินไป แค่แต้มนิดๆบนแก้มซ้ายขวา หน้าผาก คาง และเกลี่ยทั่วๆ ทาสักหน่อยที่คอ เพิ่มตัวบำรุงไปด้วยก็ได้

- พยายามใช้ Foundation เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ผิวดูสว่างแล้ว ยังปกป้องผิว จากแสงแดดและมลภาวะอีกด้วย

-ใช้คอนซีลเลอร์แค่แต้มตามจุดเท่านั้นก็พอ (ทามาก เกลี่ยไม่ดี สีจะกระดำกรด่าง)

- ปัดแก้มเลือกใช้สีอมส้มแทนที่จะเป็นสีชมพู

-หลังลง Foundation แล้ว ลงแป้งเนื้อเบา ทาทั่วแก้มและรอบๆปากด้วย (อย่าโบ๊ะนั่นเอง)

-แต่งหน้าน้อยที่สุดนั้นดีที่สุด การแต่งจัดเกินทำให้หน้าดูแก่มักมัก

-แต่งคิ้วพองามแต่อย่าเขียนซะโก่งเกินเหตุ ดขียนให้เข้ากับรูปคิ้ว เลือกดินสอสีน้ำตาลช่วยทำให้หน้าดูสว่างขึ้น

- ดัดขนตาช่วยให้ตาดูกลมโตยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ดัดที่ชิดโคน( อย่าดัดจนขนตาหักนะคะ)

-เอามัสคาราถูเบาๆบนทิชชูสักรอบก่อนค่อยปัด เพื่อป้องกันมัสคาร่าจับเป็นก้อน

-ทาอายครีมแล้วพักทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาทีก่อนลงอายแชโดว์ (ให้ครีมซึมซาบลงสู่ผิวนั่นเอง)

- ปากแดง ทาแล้วดูแก่กว่าปากชมพูสดใส

- เติมกลอสที่ปากล่างด้วย ช่วยให้ปากดูอิ่มเต็ม

- ถ้าจะทาเขียนขอบปาก ก็หาสีที่เข้ากับลิบ หรือไม่ก็ไม่ต้องทา ใช้ขอบปากธรรมชาติไปเลย
15 วิธีที่ว่ามา คงช่วยให้สาวๆ วัยไม่เด็กอย่างเรา แต่งหน้าแล้วดูเด็กลงและ แต่งแล้วไม่ดูแก่กว่าวัยนะคะ ^ 0 ^** ถ้ามีเวลา จะลงการแต่งหน้าแบบดูแก่ และดูเด็กให้ชมเน่อ



ออกกำลังกายทุกๆวันแล้วสุขภาพก็จะแข็งแรง

>

You Belong With Me